ความรู้
Beginner Core — 40 บทที่คัดด้วยคำถามเดียว ถ้าไม่รู้เรื่องนี้ จะล้างพอร์ตไหม อ่านฟรีทั้งหมด ไม่ต้องสมัครสมาชิก
ถ้ามีเวลาอ่านแค่ 4 บท อ่าน 4 บทนี้
สี่บทที่ป้องกันการล้างพอร์ตได้จริง อ่านได้เลยโดยไม่ต้องเรียงลำดับ
งานวิจัย
บทความจากงานวิจัยจริง อ่านแยกจากหลักสูตรได้
สามงานวิจัยที่เปลี่ยนวิธีมองการเทรด
หน้านี้รวมงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการเงินระดับโลก ย่อยเป็นภาษาไทย พร้อมบอกว่าเอาไปใช้กับพอร์ตของตัวเองได้อย่างไร
ตัวเลขทุกตัวมาจากงานวิจัยที่อ้างไว้ท้ายบทความ ไม่มีตัวเลขไหนที่ยกมาเพื่อให้ดูน่าเชื่อ และถ้างานวิจัยบอกอะไรที่ขัดกับสิ่งที่คนขายคอร์สพูด เราก็เขียนตามงานวิจัย

ยิ่งเทรดบ่อย ยิ่งเหลือน้อย
ปี 2000 นักวิจัยสองคนจาก University of California ได้ข้อมูลที่นักการเงินอยากได้มานาน นั่นคือ บัญชีจริงของคนจริง ไม่ใช่แบบสอบถาม ไม่ใช่การจำลอง โบรกเกอร์รายใหญ่รายหนึ่งเปิดข้อมูลการเทรดของลูกค้า 66,465 ครัวเรือน ระหว่างปี 1991 ถึง 1996 ให้ทั้งหมด
คำถามของพวกเขาง่ายมาก คนที่เทรดบ่อยกว่า ได้ผลตอบแทนดีกว่าหรือแย่กว่าคนที่อยู่เฉย ๆ
ตัวเลขที่ได้
- ครัวเรือนโดยเฉลี่ยได้ผลตอบแทน 16.4% ต่อปี
- ตลาดในช่วงเดียวกันให้ 17.9% ต่อปี
- กลุ่มที่เทรดถี่ที่สุด ได้เพียง 11.4% ต่อปี
- ครัวเรือนโดยเฉลี่ยหมุนพอร์ตทั้งพอร์ต 75% ต่อปี
กลุ่มที่ขยันที่สุดในกลุ่มตัวอย่าง แพ้ตลาดปีละ 6.5 จุด ทั้งที่ใช้เวลากับมันมากที่สุด
ช่องว่าง 6.5 จุดต่อปีไม่ใช่ตัวเลขเล็ก ถ้าทบต้นสิบปี เงินต้นหนึ่งล้านที่โตตามตลาดจะกลายเป็นราวห้าล้าน ส่วนเงินก้อนเดียวกันที่โตด้วยอัตราของกลุ่มเทรดถี่จะได้ราวสามล้าน หายไปสองล้านโดยที่เจ้าของทำงานหนักกว่า

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น
งานวิจัยชี้ไปที่สองอย่างที่ทำงานร่วมกัน
อย่างแรกคือ ต้นทุน ทุกครั้งที่เปิดและปิดออร์เดอร์มีค่าใช้จ่าย ในตลาดหุ้นคือค่าคอมมิชชั่นและส่วนต่างราคา ในตลาดฟอเร็กซ์คือสเปรดและค่าสวอป ต้นทุนต่อครั้งดูเล็กจนไม่รู้สึก แต่คูณด้วยจำนวนครั้งแล้วมันคือผลตอบแทนทั้งปี
อย่างที่สองคือ ความมั่นใจเกินจริง คนที่เทรดได้กำไรติดกันสองสามครั้งมักสรุปว่าตัวเองเก่งขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจเป็นเพียงความบังเอิญ ความรู้สึกว่าเก่งขึ้นทำให้เทรดถี่ขึ้น ซึ่งเพิ่มต้นทุน และลดผลตอบแทนลงอีก
สิ่งที่งานวิจัยชิ้นนี้ ไม่ได้ บอกก็สำคัญพอกัน มันไม่ได้บอกว่าการเทรดเป็นเรื่องผิด และไม่ได้บอกว่าเลือกสินทรัพย์ผิด กลุ่มตัวอย่างเลือกได้ไม่แย่เลย สิ่งที่ทำให้ผลตอบแทนหายไปคือความถี่ ไม่ใช่การเลือก

เอาไปใช้กับพอร์ตตัวเองยังไง
- นับจำนวนไม้ต่อเดือน ย้อนหลังสามเดือน ถ้ายังไม่เคยนับ ตัวเลขที่ได้มักสูงกว่าที่คิดไว้มาก
- คิดต้นทุนรวมเป็นเปอร์เซ็นต์ของพอร์ตต่อปี เอาสเปรดและค่าธรรมเนียมทั้งหมดรวมกัน หารด้วยขนาดพอร์ต ถ้าตัวเลขนี้เกิน 5% ต่อปี ต้นทุนกำลังกินผลตอบแทนอยู่
- แยกไม้ที่เข้าตามแผน ออกจากไม้ที่เข้าเพราะเห็นแล้วอยากเข้า อัตราส่วนระหว่างสองกลุ่มนี้บอกได้ตรงกว่าผลกำไรรายเดือน
ที่มา: Barber, B. M., & Odean, T. (2000). Trading Is Hazardous to Your Wealth: The Common Stock Investment Performance of Individual Investors. The Journal of Finance, 55(2), 773–806.

ตัดกำไรเร็ว ถือขาดทุนนาน
ถ้าเคยขายไม้ที่กำไรอยู่ 20 จุดทั้งที่แผนบอกให้ถือถึง 60 แล้วอีกวันมานั่งดูราคาวิ่งต่อไปถึง 80 — และถ้าเคยถือไม้ที่ขาดทุน 100 จุดโดยบอกตัวเองว่า เดี๋ยวมันก็กลับมา — พฤติกรรมสองอย่างนี้มีชื่อเรียก และมีคนวัดมันไว้แล้ว
ปี 1998 Terrance Odean เอาข้อมูลบัญชีจริง 10,000 บัญชีมาถามคำถามเดียว เวลาคนตัดสินใจขาย เขาเลือกขายตัวที่กำไรหรือตัวที่ขาดทุน
ตัวเลขที่ได้
- นักลงทุนขายตัวที่ กำไร มากกว่าตัวที่ ขาดทุน ประมาณ 1.5 ถึง 2 เท่า
- พฤติกรรมนี้อธิบายไม่ได้ด้วยการปรับสมดุลพอร์ต
- อธิบายไม่ได้ด้วยการเลี่ยงต้นทุนของหุ้นราคาถูก
- และหลังจากขายไปแล้ว ตัวที่ขายทิ้ง (ตัวที่กำไร) ทำผลงานดีกว่า ตัวที่เก็บไว้ (ตัวที่ขาดทุน)
คนขายตัวที่ควรถือ และถือตัวที่ควรขาย แล้วผลลัพธ์ยืนยันว่าเขาเลือกผิดจริง ๆ
พฤติกรรมนี้ถูกตั้งชื่อไว้ก่อนหน้านั้นแล้วโดย Shefrin และ Statman ในปี 1985 ว่า disposition effect งานของ Odean คือการเอาข้อมูลจริงมาพิสูจน์ว่ามันมีอยู่จริง และวัดขนาดของมันได้

ทำไมสมองถึงทำแบบนี้
คำอธิบายที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดมาจาก prospect theory ของ Kahneman และ Tversky ใจความคือ ความเจ็บปวดจากการขาดทุนหนึ่งหน่วย รุนแรงกว่าความสุขจากการได้กำไรหนึ่งหน่วยเท่ากัน
เมื่อไม้หนึ่งกำไรอยู่ การปิดคือการเปลี่ยนตัวเลขบนหน้าจอให้กลายเป็นข้อเท็จจริง และเป็นข้อเท็จจริงที่บอกว่า ฉันตัดสินใจถูก สมองอยากได้คำยืนยันนั้นเร็ว ๆ
เมื่อไม้หนึ่งขาดทุนอยู่ การปิดคือการยอมรับว่า ฉันตัดสินใจผิด ตราบใดที่ยังไม่ปิด มันยังเป็นแค่ตัวเลขที่ยังไม่จบ และสมองยอมจ่ายราคาแพงมากเพื่อเลื่อนความรู้สึกนั้นออกไป
นี่คือเหตุผลที่คำแนะนำว่า ให้มีวินัย แทบไม่ช่วยอะไร ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความรู้ ทุกคนรู้ว่าควรตัดขาดทุน ปัญหาอยู่ที่ว่าในนาทีนั้นการไม่ตัดเจ็บน้อยกว่า

เอาไปใช้กับพอร์ตตัวเองยังไง
- ตัดสินใจก่อนเข้า ไม่ใช่ระหว่างถือ กำหนดจุดตัดขาดทุนและจุดทำกำไรตั้งแต่ก่อนกดออร์เดอร์ ตอนนั้นเป็นเวลาเดียวที่ยังไม่มีอะไรให้เจ็บ
- วัดตัวเองด้วยตัวเลข นับว่าเดือนที่ผ่านมาปิดไม้กำไรกี่ไม้ ปิดไม้ขาดทุนกี่ไม้ เทียบกับจำนวนไม้ที่กำไรและขาดทุนทั้งหมดที่ถืออยู่ ถ้าสัดส่วนสองอย่างนี้ต่างกันมาก แปลว่ากำลังเจอสิ่งเดียวกับที่งานวิจัยพบ
- ให้ระบบเป็นคนปิด จุดแข็งที่แท้จริงของการเทรดด้วยระบบหรือ EA ไม่ใช่ความเร็ว แต่คือการที่มันไม่รู้สึกอะไรกับไม้ที่ขาดทุน มันปิดเพราะเงื่อนไขถึง ไม่ใช่เพราะมันพร้อมจะยอมรับ
ที่มา: Odean, T. (1998). Are Investors Reluctant to Realize Their Losses? The Journal of Finance, 53(5), 1775–1798. · Shefrin, H., & Statman, M. (1985). The Disposition to Sell Winners Too Early and Ride Losers Too Long. The Journal of Finance, 40(3), 777–790.

เทรดเป็นอาชีพได้จริงไหม
คำถามนี้ตอบยากเพราะข้อมูลหาไม่ได้ คนที่ทำสำเร็จมักออกมาพูด ส่วนคนที่เลิกไปแล้วไม่มีใครสัมภาษณ์ ผลที่ได้คือภาพที่เอียงไปทางบวกโดยธรรมชาติ
ปี 2020 นักวิจัยชาวบราซิลสามคนแก้ปัญหานี้ด้วยการขอข้อมูลจากตลาด แทนที่จะถามคน พวกเขาติดตาม ทุกคน ที่เริ่มทำ day trade ในตลาดฟิวเจอร์สบราซิล — ตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกเมื่อวัดด้วยปริมาณการซื้อขาย — ระหว่างปี 2013 ถึง 2015 แล้วตามดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับแต่ละคน
จุดสำคัญคือพวกเขาเจาะจงดูเฉพาะ คนที่ทำต่อเนื่องเกิน 300 วัน ซึ่งคือกลุ่มที่จริงจังที่สุด ไม่ใช่คนที่ลองแล้วเลิก
ตัวเลขที่ได้
- ในกลุ่มที่ทำต่อเนื่องเกิน 300 วัน 97% ขาดทุน
- มีเพียง 1.1% ที่ได้กำไรเกินค่าแรงขั้นต่ำของบราซิล
- มีเพียง 0.5% ที่ได้เกินเงินเดือนเริ่มต้นของพนักงานธนาคาร และคนกลุ่มนั้นรับความเสี่ยงสูงมาก
ยิ่งทำนานยิ่งเก่ง เป็นสมมติฐานที่ไม่ปรากฏในข้อมูลชุดนี้

ตัวเลขนี้ควรอ่านยังไง
ข้อสรุปที่ผิดคือ เทรดแล้วขาดทุนแน่นอน อย่าทำ งานวิจัยไม่ได้บอกอย่างนั้น
ข้อสรุปที่ตรงกว่าคือ การเทรดระยะสั้นแบบเต็มเวลา ในฐานะแหล่งรายได้หลักแทนเงินเดือน เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำไม่สำเร็จ แม้จะให้เวลากับมันเป็นปี ซึ่งต่างจากการเทรดในฐานะส่วนหนึ่งของการบริหารเงิน โดยที่ยังมีรายได้ทางอื่นอยู่
ความต่างนี้สำคัญ เพราะสิ่งที่ทำให้คนพังมักไม่ใช่ฝีมือ แต่คือแรงกดดันที่มาจากการต้องมีกำไรให้ได้ในเดือนนี้ คนที่ต้องเอากำไรไปจ่ายค่าเช่าจะถือไม้ที่ควรตัด และจะเพิ่มขนาดไม้ในจังหวะที่ไม่ควรเพิ่ม
อีกอย่างที่ควรระวังคือ การเลือกฟังเฉพาะคนที่รอด ในกลุ่มตัวอย่างนี้ คนที่ทำได้ดีมีอยู่จริง ประมาณหนึ่งในสองร้อยคน และคนกลุ่มนั้นคือคนที่ออกมาเล่าประสบการณ์ ส่วนอีกร้อยเก้าสิบเก้าคนไม่ได้เล่าอะไรให้ใครฟัง

เอาไปใช้กับตัวเองยังไง
- อย่าเอารายได้ที่ต้องใช้จ่ายมาเสี่ยง ถ้ากำไรเดือนนี้คือค่าผ่อนบ้านเดือนหน้า การตัดสินใจทุกครั้งจะถูกบิดโดยที่เจ้าตัวไม่รู้
- คิดต้นทุนค่าเสียโอกาสด้วย ถ้าใช้เวลาวันละสี่ชั่วโมงกับการเทรด แล้วได้กำไรปีละไม่ถึงรายได้ที่เวลาสี่ชั่วโมงนั้นสร้างได้ทางอื่น นั่นคือขาดทุนถึงแม้ยอดในพอร์ตจะเป็นบวก
- ตั้งเส้นตายให้ตัวเองล่วงหน้า กำหนดไว้ก่อนเริ่มว่าจะให้เวลากับมันกี่เดือน และตัวเลขแบบไหนที่จะถือว่าไม่ผ่าน คนที่ตั้งเส้นตายหลังจากเริ่มไปแล้วจะเลื่อนมันเสมอ
ที่มา: Chague, F., De-Losso, R., & Giovannetti, B. (2020). Day Trading for a Living? SSRN Working Paper.
ข้อจำกัดของงานวิจัยทั้งสามชิ้น
ควรอ่านสามเรื่องข้างบนโดยรู้ข้อจำกัดของมันด้วย
งานทั้งสามชิ้นศึกษา ตลาดต่างประเทศ สองชิ้นแรกเป็นตลาดหุ้นสหรัฐในยุค 1990 ชิ้นที่สามเป็นตลาดฟิวเจอร์สบราซิลในยุค 2010 ไม่มีชิ้นไหนศึกษาตลาดฟอเร็กซ์ และไม่มีชิ้นไหนศึกษานักเทรดไทย
สิ่งที่ยืมข้ามตลาดได้คือ พฤติกรรมของคน ต้นทุนที่สะสมจากการเทรดถี่ ความมั่นใจเกินจริงหลังกำไรติดกัน และความเจ็บที่ทำให้คนไม่ยอมตัดขาดทุน — สามอย่างนี้ไม่ได้ขึ้นกับว่าซื้อขายอะไรอยู่
สิ่งที่ยืมไม่ได้คือ ตัวเลขที่เจาะจง ผลตอบแทนตลาด 17.9% ต่อปีคือของตลาดหุ้นสหรัฐช่วงนั้น ไม่ใช่ตัวเลขที่ควรคาดหวังจากที่อื่น
ภาพประกอบทั้งหมดในหน้านี้มาจาก Pexels ใช้งานได้ฟรีโดยไม่ต้องระบุที่มา